ฮวน โดมิงโก เปรอง อดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินา
8 ตุลาคม พ.ศ. 2438 วันเกิด ฮวน โดมิงโก เปรอง (Juan Domingo Peron) อดีตประธานาธิบดีคนสำคัญของอาร์เจนตินา เกิดที่ย่านโลโบสในกรุงบัวโนสไอเรส ในครอบครัวชาวนา บิดามีเชื้อสายสก็อต ส่วนมารดามีเชื้อสายสเปน-อินเดียนแดง ตอนอายุ 16 ปีเข้าเรียนโรงเรียนทหาร ในปี 2481 ถูกส่งตัวไปสังเกตการณ์ในประเทศยุโรปหลายประเทศ ในปี 2486 ขณะที่เขาดำรงยศนายพัน อาร์เจนตินาได้เกิดการรัฐประหารโดย นายพล เอเดลมิโร ฟาร์เรลล์ (Edelmiro Farrell) เปรองเริ่มมีอำนาจมากขึ้นอีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับสหภาพแรงงาน ในปี 2487 เขาได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่เนื่องจากมีความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาล เขาถูกจับกุมตัวขังคุกในวันที่ 9 ตุลาคม 2488 แต่ประชาชนชาวอาร์เจนตินาได้ออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง จนรัฐบาลต้องปล่อยตัวในอีก 8 วันต่อมา และประกาศชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากนั้นเขาก็แต่งงานกับ เอวิตา (Maria Eva Duarte) ภรรยาสาวผู้กลายมาเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญให้เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ขึ้นรับตำแหน่งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2489 เมื่อครองอำนาจเปรองได้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้มากว่า 1 สมัย บริหารประเทศโดยใช้นโยบายประชานิยม แจกเงินและสิ่งของให้คนยากจน สนับสนุนเอกชน ควบคุมสหภาพแรงงาน ซื้อหนังสือพิมพ์มาเป็นกระบอกเสียงของตัวเอง และผูกขาดสื่อสารมวลชน ภายในเวลาปีเศษรัฐบาลเปรองใช้เงินสำรองของประเทศหมดเกลี้ยง เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนออกมาประท้วงจนเกิดความวุ่นวาย เมื่อได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เปรองยังใช้นโยบายแบบเดิม วิกฤติเลวร้ายลงจนทหารออกมาทำรัฐประหารในปี 2498 เปรองต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ จากนั้นปี 2516 เปรองกลับมาปกครองประเทศอีกครั้งแต่อยู่ได้ไม่ถึง 10 เดือนก็เสียชีวิต ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2517
นางคริสติน่า เฟอร์นันเดส เดอร์ เคิร์ชเนอร์ สตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินา
เป็นประธานาธิบดีหญิงที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินา จะทำหน้าที่ต่อจากประธานาธิบดีเนสเตอร์ เคิร์ดเนอร์ สามีของนาง ซึ่งนับเป็นการถ่ายโอนอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยระหว่างคู่สมรสอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอาร์เจนตินา
บันทึกโพสใน Argentina | Leave a Comment »

Inca-Spanish Confrontation
History of Peru
ประเทศเปรู มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเปรู เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ มีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศเอกวาดอร์และประเทศโคลอมเบีย ทิศตะวันออกติดกับประเทศบราซิลและประเทศโบลิเวีย ทางทิศใต้ติดกับประเทศชิลี และทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
ประเทศเปรูเป็นที่ตั้งของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อันหนึ่งของโลก และอาณาจักรอินคา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัสต่อมาภูมิภาคนี้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสเปน และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2364
ชื่อเปรูมาจากคำว่า “บีรู” (Birú) ซึ่งเป็นชื่อของผู้ปกครองท้องถิ่นบริเวณอ่าวซานมีเกลในปานามาโดยบริเวณนี้เป็นจุดใต้สุดที่ชาวยุโรปรู้จักเมื่อครั้งนักสำรวจชาวสเปนมาถึงในปี พ.ศ. 2065 ดังนั้นเมื่อฟรันซิสโก ปีซาร์โรเดินทางสำรวจต่อไปทางใต้ จึงเรียกภูมิภาคเหล่านั้นว่า บีรูหรือเปรูด้วย จักรวรรดิสเปนรับรองชื่อนี้ในปี พ.ศ. 2072 ในเอกสาร กาปีตูลาซีออนเดโตเลโด ซึ่งตั้งจังหวัดเปรูบริเวณจักรวรรดิอินคาเดิม
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »

ที่ตั้ง อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก มีพรมแดนด้านเหนือ ติดกับเอกวาดอร์และโคลอมเบีย ด้านตะวันออกติดกับบราซิล และโบลิเวีย และด้านใต้ติดกับชิลี
พื้นที่ 1,285,200 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาใต้ และมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย 2 เท่า
ภูมิอากาศ ภาคตะวันออกของประเทศมีอากาศร้อนชื้น ภาคตะวันตกแห้งแล้งแบบทะเลทราย และแถบเทือกเขาแอนดีสมีอากาศหนาวเย็น
เมืองหลวง กรุงลิมา (Lima)
เมืองสำคัญ Arequipa, Callao, Trujillo
ประชากร 29 ล้านคน (2551)
เชื้อชาติ อินเดียนพื้นเมือง ร้อยละ 45 เมสติโซ (ผิวขาวผสมชนพื้นเมือง) ร้อยละ 37 ผิวขาวร้อยละ 15 แอฟริกัน ญี่ปุ่น จีน และอื่นๆ ร้อยละ 3
อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 95 (2549)
ภาษา ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ และ ภาษา Quechua ส่วนภาษา Aymara เป็นภาษาท้องถิ่น
ศาสนา นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 95
เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง
วันชาติ 28 กรกฎาคม (วันประกาศอิสรภาพจากสเปน)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 109.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550)
อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 9 (2550)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 7,800 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (2550)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 27.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550)
หนี้ต่างประเทศ 31.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.8 (2550)
มูลค่าการส่งออก 27.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550)
สินค้าส่งออกสำคัญ ทองคำ ทองแดง ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา ปิโตรเลียม สังกะสี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หน่อไม้ฝรั่ง น้ำตาล กาแฟและฝ้าย
มูลค่าการนำเข้า 19.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2550)
สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยานพาหนะ อาหารแปรรูป ปิโตรเลียม เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์เคมีและยา
ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ทองคำ (ผลิตเป็นอันดับ 6 ของโลก) ทองแดง (ผลิตเป็นอันดับ 6 ของโลก) เงิน (ผลิตเป็นอันดับ 2 ของโลก) ปลาและสัตว์ทะเล และโคคา (ผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก)
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »
การเมืองการปกครอง
– เปรูมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ และมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้ง 2 สมัยติดกันได้ เปรูใช้ระบบสภาเดียว โดยพรรค American Popular Revolutionary Alliance (APRA) ได้ที่นั่งในรัฐสภา 36 ที่นั่ง ส่วนพรรค Union for Peru (UPP) ของคู่แข่งประธานาธิบดีมี 45 ที่นั่ง และพรรค National Union (UN) มี 17 ที่นั่งจากทั้งหมด 120 ที่นั่ง
– นาย Alan Gabriel Ludwig García Pérez จากพรรค APRA (centre-left) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 สืบต่อจากอดีตประธานาธิบดี อเลฆานโดร โตเลโด (Alejandro Toledo) ซึ่งดำเนินนโยบายประชานิยมที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งเน้นการปฏิรูประบบการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อให้รัฐบาลเป็นองค์กรที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยรวม
– ในด้านความมั่นคง เปรูได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยดำเนินการตามกฎบัตรแห่งสหประชาชาติและอนุสัญญาต่างๆ ที่เปรูเป็นภาคี และวางยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับปัญหาการก่อการร้ายใหม่ คือ กอบกู้อำนาจของรัฐในพื้นที่ล่อแหลม ดำเนินแผนสันติภาพและการพัฒนาโดยเน้นด้านการสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐานการสร้างงาน การส่งเสริมการเกษตร ปรับปรุงการข่าว และการเคารพสิทธิมนุษยชน
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »
- เปรูเป็นประเทศหนึ่งที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีอเลฆานโดร โตเลโด ได้พยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมการส่งออก
– เปรูมีนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มุ่งเน้นการเปิดเสรีทางการค้าและเศรษฐกิจ การแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ปรับปรุงและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบภาษี ปรับลดภาษีนำเข้าผ่านทางการเปิดเสรีทั้งในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบประชาคมแอนเดียน (ANDEAN Community) และ ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) และการทำความตกลงการค้าเสรีทวิภาคี (FTA) ซึ่งเปรูอยู่ระหว่างการเจรจากับสหภาพยุโรป เม็กซิโก และประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลเปรูได้ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสร้างเครือข่ายคมนาคมขนาดใหญ่ อาทิ ท่าอากาศยานแห่งใหม่ ถนนและทางรถไฟ รวมทั้งการให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ และทำให้เปรูกลายเป็นประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากที่สุดประเทศหนึ่งในลาตินอเมริกา รวมทั้งได้วางมาตรการเพื่อเอื้อต่อการออมทรัพย์และการลงทุนในประเทศ โดยการกำหนดค่าเงินคงตัวและวางกฎระเบียบในการทำการค้าอย่างเป็นระบบ
– เปรูได้ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะภายในกลุ่มประชาคมแอนเดียน และกลุ่ม MERCOSUR ทั้งนี้ เปรูได้ลงนามในความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่ม MERCOSUR เมื่อเดือน ส.ค.2546 รวมทั้งมีนโยบายที่สนับสนุนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกลุ่มประชาคมแอนเดียนกับกลุ่ม MERCOSUR เพื่อให้เป็นเขตการค้าเสรีที่มีอาณาเขตครอบคลุมทวีปอเมริกาใต้ นอกจากนี้ เปรูร่วมในการเจรจาเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีแห่งอเมริกา (Free Trade Area of America: FTAA) ซึ่งจะเป็นเขตเศรษฐกิจครอบคลุมทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมด
– ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน แม้ว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะทำได้ดี โดยตัวเลขหนี้สินต่างประเทศลดลงจาก 44% ของ GDP ในปี 2004 ลงเหลือเพียง 31% ของ GDP ในปี 2006 แต่การกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชนระดับล่างยังไม่มีประสิทธิภาพ
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
ความสัมพันธ์ด้านการค้า
– เปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในลาตินอเมริกา โดยในปี 2549 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 149.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.06 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 33.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเข้า 91.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก 57.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
– สินค้าที่ไทยส่งออกไปเปรู ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง พลาสติก ไมโครเวฟ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเปรู ได้แก่ สินแร่โลหะ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์รวมทั้งปลาป่น สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติก เคมีภัณฑ์ ผ้าผืน ผักและผลไม้
– ไทยและเปรูได้มีการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2546 และได้เริ่มเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถลงนามในพิธีสารเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Early Harvest) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 และต่อมาได้บรรลุผลการเจรจาในประเด็นกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 และได้ลงนามในระหว่างการประชุมเอเปคที่เวียดนาม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 อย่างไรก็ตาม หลังจากลงนามแล้ว จะยังไม่มีผลบังคับใช้ จนกว่าเมื่อมีการแก้ไขพิธีสารให้เป็นไปตามพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับ 2007 เป็นที่เรียบร้อย
ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
– ปัจจุบันในเปรูมีร้านอาหารไทยเพียง 4 ร้าน และไม่มีเจ้าของเป็นคนไทย ฝ่ายเปรูจึงได้เชิญชวนให้นักธุรกิจไทยร่วมลงทุนเพื่อเปิดร้านอาหารไทยในเปรู รวมทั้งร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ได้แก่
(1) ธุรกิจโรงแรม
(2) การก่อสร้างเส้นทางคมนาคม
(3) อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ โดยพร้อมให้สัมปทาน 50 ปี ซึ่งหากนักลงทุนไทยใช้ไม้จากเปรูเพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะไม่ต้องเสียภาษีสหรัฐฯ ตามข้อตกลง Andean Trade Promotion and Drug Eradication (ATPDEA)
(4) อุตสาหกรรมประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
(5) การสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
– บริษัท AjeThai เป็นบริษัทเปรูที่ลงทุนในไทย ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ. ชลบุรี เมื่อมีนาคม 2548 มีพนักงานจำนวนกว่า 100 คน ผลิตเพื่อจำหน่ายน้ำอัดลม “น้ำดำ” (Cola) ภายใต้ชื่อ “Big Cola” เพื่อส่งออกประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่ 11 ที่กลุ่ม Aje Group ของเปรูตั้งโรงงานในต่างประเทศ แต่เป็นประเทศแรกในเอเชีย (ที่เหลืออีก 10 ประเทศอยู่ในลาตินอเมริกา)
ความสัมพันธ์ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
– ไทยและเปรูเป็นสมาชิกก่อตั้งของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน นอกจากนั้น ยังเป็นสมาชิกเอเปค สหประชาชาติ กลุ่มแคร์นส์ (Cairns) และกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM)
– เปรูได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระ 2549-2550 ในการเลือกตั้งใน UNGA 60 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »
อาหาร
อาหารจานหลักของเปรูมีความหลากหลายเพราะมีส่วนผสมที่สามารถหาได้ในประเทศหลายอย่าง เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้ออัลปากา และเนื้อหนูตะเภา นิยมรับประทานอาหารจานหลักกับมันฝรั่ง (ซึ่งกล่าวกันว่ามีมากถึง 3,500 ชนิด) ข้าวโพด หรือข้าว ในเขตเทือกเขาชาวเปรูมักจะกินซุปเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนออกไปเผชิญความหนาวเย็น อาหารเปรูที่มีชื่อเสียงคือ เซบีเช ซึ่งมีลักษณะคล้ายยำทะเล โดยนำเนื้อปลาสดหรือกุ้งสดที่หมักในน้ำมะนาวและพริกไทย มาผสมกับหัวหอมซอย
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเปรูคือ ปิสโกซาวร์ (Pisco sour) ซึ่งมีส่วนผสมของเหล้าปิสโก (บรั่นดีที่ทำจากองุ่น) น้ำมะนาว น้ำแข็ง ไข่ขาว และน้ำหวาน ชาวเปรูยังนิยมดื่มเครื่องดื่มจากข้าวโพดสีม่วงที่เรียกว่า ชีชาโมราดา (Chicha morada) อีกด้วย
ชาวพื้นเมืองนิยมเคี้ยวใบโคคาตากแห้งและดื่มชาโคคามาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาถูกต่อต้านจากนานาชาติ เนื่องจากใบโคคา (ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตโคเคน) ถูกสหประชาชาติกำหนดให้เป็นยาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ. 2504
เปรูมีเทศกาลมากมายตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งเทศกาลทางศาสนา เทศกาลเกี่ยวกับประเพณีของอินคา เทศกาลเกี่ยวกับการเกษตร และเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลอง เช่น คาร์นิวาลที่มีจุดเด่นที่การละเล่นสาดน้ำ อินตีไรย์มีหรือพิธีเพื่อบูชาพระอาทิตย์ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอินคา เซญอร์เดโลสมีลาโกรส (ลอร์ดออฟมิราเคิลส์) ซึ่งเป็นพาเรดทางศาสนาคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »

นครกลางฟ้าแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาแอนเดส ประเทศเปรู กินเนื้อที่ประมาณ13 ตารางกิโลเมตรของหุบเขาอุรุบัมบ้า ที่ความสูง 6,750 ฟีตจากระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็นมาชูปิกชูได้ และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานและยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้
โบราณสถานถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3 เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40 ชั้นซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000 ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200 หลัง24 กรกฎาคม 1911ไฮรัม บิงแฮมที่สาม ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (และเป็นต้นแบบของ”อินเดียน่าโจนส์”) ได้ค้นพบโบราณสถานดังกล่าวระหว่างการค้นหาโบราณสถานของอินคาในละแวกใกล้เคียง จนถึงปี 1915 บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบมาชูปิกชู 3 ครั้งและเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “The Lost City of the Incas”ซึ่งกลายมาเป็นเบสต์เซลเลอร์ และได้รับการแนะนำในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ในหนังสือของปี 1930 บิงแฮมได้นำเสนอสมมติฐานว่ามาชูปิกชูเคยถูกปกครองโดยนักบวชของลัทธิบูชาสุริยะและมีการทำพิธีถวายหญิงสาวเป็นเครื่องสังเวยแก่พระเจ้าของพวกเขา ทั้งที่นี่ยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายของชาวอินคาที่ต่อสู้กับชาวสเปนอีกด้วยซึ่งสมมติฐานนี้ได้กลายมาเป็นอิมเมจของมาชูปิกชูอยู่เป็นเวลานานทีเดียว
จะอย่างไรก็ดี สมมติฐานที่บิงแฮมทิ้งไว้ในฐานะผู้ค้นพบก็ทำให้การวิจัยในยุคหลังเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย ริชาร์ดL. เบอร์เกอร์และลูซี่ C. ซาลาซ่าร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ยืนยันว่า มาชูปิชูไม่น่าจะเป็นป้อมปราการของอินคาดังที่เข้าใจกัน เนื่องจากในบันทึกที่หลงเหลืออยู่ของสเปนกล่าวไว้ว่า”ปี 1572 ชาวอินคากลุ่มสุดท้ายขัดขืนเพียงเล็กน้อยก่อนจะยอมจำนนที่ที่ซ่อนกลางป่าดงดิบในที่ราบ”ในขณะที่มาชูปิกชูเป็นที่ราบสูง มีการตั้งสมมติฐานว่ามาชูปิกชูน่าจะเป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตุการโคจรของดวงอาทิตย์มากกว่า เนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดีในวันสิ้นสุดฤดูร้อนและวันสิ้นสุดฤดูหนาว ส่วนแท่นบูชายัญที่บิงแฮมกล่าวไว้ น่าจะมีไว้เพื่อเป็นหอสังเกตุวงโคจรของดวงอาทิตย์เช่นกัน
โบราณวัตถุที่บิงแฮมนำมาจากมาชูปิกชูถูกห่อไว้ด้วยหนังสือพิมพ์ของช่วงปี 1920 และเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บเอกสารของมหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลานาน การตรวจสอบพบว่าของส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นในศตวรรษที่ 15 ส่วนของที่ถูกฝังในหลุมศพนั้นมีลักษณะเรียบง่าย จึงน่าจะเป็นของผู้รับใช้มากกว่าเชื้อพระวงศ์ ซากศพที่พบในมาชูปิกชูมีจำนวนของชายหญิงพอๆกัน น่าจะมีการอาศัยเป็นครอบครัวซึ่งมีเด็กอยู่ด้วย ศพส่วนใหญ่พบร่องรอยของวัณโรคและโรคพยาธิ ฟันมีรอยผุเนื่องจากการทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ศพส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุและไม่พบร่องรอยการตายที่น่าจะเกิดจากสงครามนัก สันนิษฐานได้ว่าศพของเชื้อพระวงศ์น่าจะถูกนำไปทำพิธีที่คุสโก้จึงไม่พบอยู่ที่นี่ มีบางศพที่เห็นได้ชัดว่ามาจากแถบอารยธรรมอื่นเช่นจากบริเวณทะเลสาปติติกากา คาดว่าน่าจะเป็นศพของช่างฝีมือที่ถูกเรียกมาเพื่อการก่อกำแพงหินซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินที่ถูกตัดไว้อย่างลวกๆแล้วใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเช่นกันค่อยๆเซาะตบแต่งให้เรียบร้อยอีกที ในภายหลังมีการค้นพบเส้นทางการลำเลียงหินและแหล่งที่มาของหินเหล่านี้ซึ่งมีการพบเครื่องมือตัดหินที่ทำจากหินซึ่งมีความแข็งเป็นพิเศษอยู่ด้วย เมื่อเร็วๆนี้ มีการพบรอยไหม้ในชั้นใต้ดินของสิ่งก่อสร้าง จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากชาวเมืองซึ่งเกรงว่าสเปนจะบุกมาจึงได้เผามาชูปิกชูเสียก็เป็นได้ มีสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูอาจจะไม่ได้เป็นเมืองเลยก็ได้ ที่นี่น่าจะเป็นที่พักตากอากาศสำหรับเชื้อพระวงศ์ในหน้าแล้ง มาชูปิกชูประกอบด้วยราชวังซึ่งมีวิหารและคฤหาสน์ล้อมอยู่รอบๆซึ่งรวมไปถึงที่พักของผู้ทำงานในสถานที่นั้นๆด้วย คาดว่าในหน้าฝนหรือช่วงที่ไม่มีเชื้อพระวงศ์มาพัก ที่นี่น่าจะมีผู้อาศัยอยู่ไม่เกิน 750 คน
เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าพาชาคูตี้ในช่วงปี 1440 และน่าจะมีผู้อาศัยอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถูกชาวสเปนมายึดดินแดนในอีก 80 ปีให้หลัง อีกสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูน่าจะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา เห็นได้จากตำแหน่งของเมืองที่เหมาะกับการสังเกตุวงโคจรดวงอาทิตย์ และหน้าต่างดวงอาทิตย์ซึ่งกล่าวไว้ในข้างต้น
นอกจากนี้ ชาวอินคามักจะยกพระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นของคู่กัน ซึ่งมีการพบสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระจันทร์ในโบราณสถานอื่นๆเป็นจำนวนมาก และสำหรับมาชูปิชูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์นี้ ก็มีถ้ำในไวนาปิกชู (แปลว่า”ยอดเขาผู้เยาว์วัย”) ที่อยู่เบื้องหลังมาชูปิกชูอีกที ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นวิหารของดวงจันทร์
ปี 1983 มาชูปิกชูได้รับการประกาศจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับคุสโก้ และกลายมาเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเปรู ในปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวกว่าห้าแสนคนเดินทางไปชมนครลอยฟ้า และเช่นเดียวกับมรดกโลกอื่นๆอีกหลายแห่ง มาชูปิกชูประสบกับปัญหาความทรุดโทรมอันเกิดจากฝีมือมนุษย์จนในที่สุด รัฐบาลเปรูได้ประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปยังมาชูปิกชูเหลือเพียง 500 คนต่อวัน และทุกปีจะต้องมีการปิดมาชูปิกชูเป็นเวลา 1 เดือนเพื่อทำการฟื้นฟูมรดกโลกแห่งนี้
บันทึกโพสใน Peru | Leave a Comment »